ทดลองใช้รถไฟขนสินค้า ช่วยลดต้นทุนสินค้า 10%
เปิด Pilot Project ขนส่งสินค้าทางราง แหลมฉบัง–หนองคาย ทดลองวัดต้นทุนจริงเทียบถนน ช่วยลดภาระผู้ประกอบการ 10%
กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กรมการขนส่งทางราง (ขร.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดทดลองเดินรถโครงการต้นแบบการขนส่งสินค้าทางราง (Pilot Project) ภายใต้พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ณ ลานขนถ่ายตู้สินค้าทางรถไฟฝั่งซี (Port C) ท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยกว่า 80% ยังคงใช้บริการขนส่งทางถนน ขณะที่มีเพียง 2% ที่ใช้ระบบขนส่งทางราง โดยการขนส่งทางถนนมีต้นทุนค่อนข้างสูงและมีความผันผวน เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของต้นทุนการขนส่ง ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับต้นทุนการขนส่งที่ปรับตัวตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิง กระทรวงคมนาคมจึงเร่งพัฒนาระบบขนส่งทางราง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการขนส่งสินค้า และเปิดเส้นทางเศรษฐกิจด้านโลจิสติกส์ให้กับประเทศไทย
กระทรวงคมนาคมเดินหน้ายกระดับระบบขนส่งและโลจิสติกส์ทางรางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อสนับสนุนภาคการผลิต การค้า และการส่งออก ผ่านโครงการต้นแบบการขนส่งสินค้าทางราง (Pilot Project) ภายใต้พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 โดยคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งให้ผู้ประกอบการได้ประมาณ 10%
สำหรับโครงการดังกล่าว เริ่มทดลองเดินรถในเส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง–หนองคาย–ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อขนส่งยางพาราของบริษัท ศรีตรัง โลจิสติกส์ จำกัด โดยใช้รถจักรที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ร่วมกับแคร่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยจำนวน 20 แคร่ รองรับตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 48 ตู้ ในการทดลองเดินรถเที่ยวแรกแบบไป-กลับ
การทดลองครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ Access Charge, Locomotive Charge, ค่าเชื้อเพลิง และค่าดำเนินการยกขน เพื่อนำมาวิเคราะห์ต้นทุนที่แท้จริงของการขนส่งทางราง และเปรียบเทียบกับการขนส่งทางถนนใน 3 ด้าน ได้แก่ ราคา ระยะเวลา และความแน่นอนในการขนส่ง
หากผลการศึกษาพบว่าโครงการมีความคุ้มค่า ในระยะต่อไปจะมีการพัฒนาหัวรถจักรให้เป็นระบบไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งได้อย่างน้อย 20–30%
นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ ระบุว่า กระทรวงคมนาคมยังเดินหน้าขยายเส้นทางรถไฟเพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายและรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยโครงการรถไฟทางคู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570 ขณะที่เส้นทางสายใต้ช่วงชุมพร–สุไหงโก-ลก มีกำหนดแล้วเสร็จไม่เกินปี 2573
ในระยะยาว กระทรวงคมนาคมมีแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้เชื่อมต่อกับมาเลเซียและสิงคโปร์ รวมถึงศึกษาการพัฒนาเส้นทางฝั่งอันดามันเพื่อเชื่อมต่อสู่มหาสมุทรอินเดีย โดยใช้จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งทางราง หรือ Missing Link เพิ่มเติมจากกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าจากทุกภูมิภาคของไทยไปยังประเทศปลายทาง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในปี 2576
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB